วันจันทร์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2556

โขนตอนพระคเณศเสียงาและนาฏศิลป์อื่นๆที่เกี่ยวกับพระพิฆเนศ

ชมโขนตอนพระคเณศเสียงาได้ที่นี่
ฟังเสียงร้องโขนตอนพระพิฆเนศเสียงา
การแสดงพระคเณศร์เสียงา ในรายการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระเจ้าภคินีเธอ เจ้าฟ้าเพชรรัตนราชสุดา สิริโสภาพัณณวดี เนื่องในโอกาสฉลองพระชนมายุ 7 รอบปีฉลูนักษัตร











พราหมณ์ปรศุราม มีฤทธิ์เดชมาก เป็นหัวหน้าแห่งพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ที่องค์มหาศิวะเทพพอพระทัยเป็นอย่า­งมาก และทรงมอบขวานเพชร ให้เป็นอาวุธ และให้สิทธิเข้าเฝ้าพระองค์ได้ทุกเมื่อที่­ต้องการ ครั้นหนึ่ง ก่อนที่องค์พระศิวะมหาเทพ จะเข้าบำเพ็ญสมาธิญาณ ได้สั่งให้องค์พระพิฆเนศ เฝ้าประตูทางเข้าไว้ ห้ามมิให้ใครผู้ใด ก็แล้วแต่เข้าไปรบกวน ขณะทำสมาธิได้ องค์พระพิฆเนศก็รับพระบัญชาแห่งองค์มหาศิว­ะเทพ ทำการเฝ้าทางเข้านั้นไว้ซึ่งประจวบกับเป็น­วันที่พราหมณ์ปรศุราม ต้องการที่จะเข้าเฝ้าองค์มหาศิวะเทพ จึงเร่งเดินทางไปยังเขาไกรลาศ อันเป็นที่ประทับแห่งองค์มหาศิวะเทพครั้นเ­ดินทางไปถึงนั้น ก็ได้พบกับองค์พระพิฆเนศ นั่งเฝ้าทางขึ้นไว้อยู่ พราหมณ์ปรศุราม ก็ไม่ได้สนใจแต่อย่างใด ได้แต่ดั้นด้นที่จะเข้าเฝ้าองค์พระศิวะให้­ได้แต่อย่างเดียว เมื่อพระพิฆเนศเห็นดังนั้น จึงเข้าไปห้ามปราม ปรศุราม ว่า ขณะนี้องค์มหาศิวะเทพ นั้นกำลังบำเพ็ญสมาธิญาณอยู่ สั่งไม่ให้ใครผู้ใดขึ้นไปรบกวนพระองค์ ปรศุรามก็หาได้ฟังคำเตือนขององค์พระพิฆเนศ­แต่อย่างใด


ชมรำพระคเณศประทานพรได้ที่นี่

วันพฤหัสบดีที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ความสำคัญของพระพิฆเนศในนาฏศิลป์ไทย ตอนที่ 1

พระพิฆเนศได้รับการเคารพนับถือว่าเป็นเทพที่ประทานความสำเร็จและขจัดอุปสรรคให้แก่ผู้สักการะ และได้รับการยกย่องให้เป็นเทพผู้แตกฉานในหลายๆศาสตร์ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือนาฏศาสตร์

ดังที่ปรากฏในหนึ่งจากสามสิบสองปางของพระพิฆเนศคือปางนาฏศิลป์ เจ้าแห่งลีลาการร่ายรำและศิลปะการแสดง เป็นปางที่พระวรกายเป็นสีเหลืองทอง มีสี่กร เป็นนักเต้นร่ายรำและสร้างความสุขให้ชาวโลก ในพระหัตถ์ทรงกระบอง บ่วงบาศ ขวานและงาหัก ประทับยืนเข่าขวาเหยียบบนดอกบัว พระพิฆเนศทรงเป็นเทพที่มีอิทธิพลอย่างยิ่งในศาสตร์แขนงนี้ นับตั้งแต่การบูชาไหว้บรมครูทางนาฏศิลป์ การบวงสรวงก่อนเริ่มการแสดงหรือประกอบกิจการที่เกี่ยวกับการแสดง รวมถึงความเชื่อที่ว่าทำไมโจงกระเบนที่นักเรียนนาฏศิลป์นุ่งจึงมีสีแดง



ในการไหว้ครูนาฏศิลป์หรือพิธีไหว้ครู เป็นพิธีที่ลูกศิษย์จะแสดงความเคารพ ความจริงใจและความกตัญญูต่อครูบาอาจารย์และเชื่อว่าผู้ที่ไหว้ครูด้วยความจริงใจจะเป็นผู้มีปัญญา ไม่ตกต่ำและทำให้ความรู้และสรรพวิทยาการทั้งหลายเจริญก้าวหน้า พิธีไหว้ครูจะประกอบกันในวันพฤหัสบดีเท่านั้นเพราะเชื่อว่าพระพฤหัสบดีเป็นเทพฤาษีและเป็นบรมครูของเหล่าทวยเทพ ดังนั้นจึงเชื่อกันว่าวันพฤหับดีเป็นวันครู ในการทำพิธีจะมีการตั้งวางโขนศีรษะของเทพเจ้าและศีรษะโขน โดยโขนศีรษะของพระพิฆเนศจะมีสีแดง
และวางไว้ตรงกลางโต๊ะหมู่ หัวโขนพระพิฆเนศ แทนสัญลักษณ์องค์พระพิฆเนศ ซึ่งถือเป็นเทพเจ้าแห่งความรู้ สติปัญญาศิลปศาสตร์ เป็นใหญ่เหนืออุปสรรคทั้งมวล เป็นเทพผู้อยู่เหนือการรจนาหนังสือ  คนไทยนับถือพระคเณศในฐานะเทพผู้ขจัดอุปสรรค เทพผู้คุ้มครองเด็ก เทพบริวารของเทพชั้นสูงสุด ๓ พระองค์ (ตรีมูรติ) พระเทวกรรมในฐานะบรมครูช้างเทพผู้เป็นนายทวารบาล นอกจากปราฏกของพระพิฆเนศในพิธีไหว้ครูแล้ว ความเชื่อเกี่ยวกับพระ


พิฆเนศยังปรากฏเป็นสัญลักษณ์ในเครื่องแต่งกายของนักเรียนนาฏศิลป์ด้วย บางท่านเชื่อกันว่าสีแดงของโจงกระเบนที่นักเรียนนาฏศิลป์นุ่งมาจากสีของโขนเศียรพระพิฆเนศ เพื่อให้ท่านอำนวยพรให้นักเรียนประสบความสำเร็จในการฝึกฝน



ความสำคัญของพระพิฆเนศในนาฏศิลป์ไทย ตอนที่ 2

วันอังคารที่ 4 มิถุนายน พ.ศ. 2556

คเณศานี (Ganeshani) พระพิฆเนศในภาคที่เป็นสตรี

ภาพจาก http://www.saisathyasai.com
คเณศานี (Ganeshani) หรือไวนายกี (Vainayaki) เชื่อกันว่าเป็นภาคหนึ่งของพระพิฆเนศที่มีรูปกายเป็นสตรี สังเกตุได้จากรูปสักการะที่มีเศียรเป็นช้างแบบพระคเณศแต่มีหน้าอกใหญ่แบบเพศหญิง เป็นลักษณะรูปสักการะของเทพีหรือโยคินีในลัทธิตันตระ รูปสักการะพระพิฆเนศวรภาคที่เป็นสตรีนี้พบมากทางใต้ของประเทศอินเดียที่ เมืองทมิฬนาดูและแถบประเทศทิเบต ในคัมภีร์ปุราณะบางเล่มได้กล่าวถึงพระนามของโยคินีต่างๆที่อาจหมายถึงภาคสตรีของพระพิฆเนศด้วย เช่น คัมภีร์มัสตยปุราณะกล่าวถึงชื่อไวนายกี (Vainayaki) ส่วนคัมภีร์เทวีสหัสนามกล่าวถึงชื่อวินายิกี (Vinayiki), ลัมโพทรี (Lamfodari) และคเณศวรี (Ganesvari) ที่สื่อถึงพระพิฆเนศด้วย ผู้บูชามักบูชาขอประทานบุตรจากเทวีคเณศานี นอกจากนั้นเทวีคเณศานียังเปรียบเสมือนเทวีผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง 

วันพฤหัสบดีที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

หลักธรรมที่แฝงอยู่ในตำนานต่างๆของพระพิฆเนศ


  1. การให้ความเคารพต่อบิดามารดา หลักธรรมนี้ปรากฏในตำนานเรื่องการอภิเษกของพระพิฆเนศ
  2. การมีสัมมาทิฐิ สนับสนุนในสิ่งอันควร หลักธรรมนี้ปรากฏในตำนานเรื่องการสั่งสอนท้าวกุเวร
  3. การใช้ความดีเอาชนะความชั่ว หลักธรรมนี้ปรากฏในมหากาพย์รามเกียรติ์ซึ่งพระรามเป็นตัวแทนของความดีทั้งปวงและยักษ์ทศกัณฑ์เป็นตัวแทนของความชั่วทั้งปวง และตำนานกำเนิดต่างๆของพระพิฆเนศที่ปราบอสูรอันเปรียบเสมือนความชั่วร้ายในโลก
  4. ความซื่อสัตย์ต่อคู่ครองของตน หลักธรรมนี้ปรากฏในมหากาพย์รามเกียรติ์โดยมีนางสีดาเป็นตัวแทนของความซื่อสัตย์นั้น
  5. เรื่องของความกตัญญูและผู้มีคุณธรรมย่อมถือสัจจะ หลักธรรมนี้ปรากฏในมหากาพย์รามเกียรติ์ในตอนที่พระรามยอมถูกเนรเทศให้ไปอยู่ป่าเป็นเวลา 14 ปีโดยไม่มีความผิด เพียงแต่ต้องการรักษาสัญญาของพระบิดาเท่านั้น
  6. ความซื่อสัตย์ต่อหน้าที่ หลักธรรมนี้ปรากฏในตำนานกำเนิดพระพิฆเนศในคัมภีร์ศิวะปุราณะและคัมภีร์มัสตยปุราณะที่พระพิฆเนศทำหน้าที่เป็นทวารบาลให้พระแม่อุมาขณะสรงน้ำ จนต้องทำสงครามกับพระศิวะและเหล่าเทพบริวาร
  7. หลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องการประหารความโลภ ในตำนานกำเนิดอวตารคชนัน
  8. หลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องการประหารความใคร่ ในตำนานกำเนิดอวตารวิกฏะ
  9. หลักธรรมเกี่ยวกับเรื่องการประหารความโอหัง ในตำนานกำเนิดอวตารธูรมวรรณ

วันอังคารที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ตำนานที่เกี่ยวกับพระปัญญาของพระพิฆเนศ

  • ตำนานเรื่องการอภิเษกของพระพิฆเนศ
เมื่อถึงเวลาอันสมควร พระศิวะจะจัดพิธีวิวาห์ให้ต่อเมื่อพระโอรสองค์ใดองค์หนึ่งระหว่างพระพิฆเนศและขันธกุมาร สามารถเดินทางรอบโลกได้ 7 รอบด้วยเวลาอันรวดเร็ว ฝ่ายขันธกุมารขี่ยูงรำแพนเดินทางไปรอบโลก ฝ่ายพระพิฆเนศกลับเดินประทักษิณรอบพระศิวะและพระนางอุมาเทวี 7 รอบพร้อมให้เหตุผลว่า "ผู้ใดกราบไหว้บูชาบิดา มารดาย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้เจริญ การที่เดินรอบบิดา มารดา 7 ครั้งย่อมได้กุศลเทียบเท่าการเดินทงรอบโลกถึง 7 รอบเช่นกัน" พระศิวะชอบใจคำอธิบายของพระพิฆเนศมาก จึงจัดให้พระพิฆเนศวิวาห์กับนางสิทธิ (ความสำเร็จ) และพุทธิ (ความสมบูรณ์ด้วยปัญญา) ในตอนนั้น
  • ตำนานการจารึกมหากาพย์รามเกียรติ์และมหาภารตะ
ฤษีวาสยะได้ขอพระพรหมให้ทรงบอกถึงคัมภีร์ในนิกายมากมาย แต่พระพรหมทรงให้ไปถามและเรียนรู้จากพระพิฆเนศ พระพิฆเนศจึงได้ร่วมบันทึกเรื่องราวมหากาพย์ทั้งสองขึ้นมาและเล่าขานกันจนถึงปัจจุบัน ตำนานนี้แสดงถึงความเป็นเอกด้านปรัชญาและวรรณกรรมของพระพิฆเนศ
  • ตำนานเรื่องการสั่งสอนท้าวกุเวร
ท้าวกุเวรเป็นเทพที่มักจะประทานพรให้ผู้บูชามีทรัพย์มาก ในทางที่เหมือนสนับสนุนให้คนมีความโลภซึ่งไม่สอดคล้องกับแนวทางสู่การบรรลุธรรม พระพิฆเนศจึงสอนท้าวกุเวรด้วยการเสวยทุกอย่างที่ท้าวกุเวรทำมาถวายแม้กระทั่งกรุงลงกาจนท้าวกุเวรกริ้วและไปทูลฟ้องพระศิวะ พระศิวะทรงเข้าใจเจตนาพระคเณศและประทานขนมรันดูให้พระคเณศเพียงชิ้นเดียว พระคเณศก็คายทุกสิ่งที่ท้าวกุเวรถวายออกมาจยหมดสิ้น พระพิฆเนศทรงสอนว่า "หากท้าวกุเวรให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ขอด้วยความโลภก็จะเป็นเช่นนี้ ต่างจากการให้ด้วยรักและเมตตา ที่ให้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด"

ในประเทศไทยมีการยกย่องให้พระพิฆเนศให้พระพิฆเนศเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการและเทพผู้ขจัดซึ่งอุปสรรคทั้งปวง และเป็นปฐมปูชนียเทพด้วย แต่ในอินเดียจะยกย่องพระสรัสวตีให้เป็นเทพีแห่งอักษรศาสตร์และวิทยาการทุกสาขา

ในสมัยรัชกาลที่ 6 พระบามสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยด้านภารตศาสตร์และความรู้เกี่ยวกับเทพเจ้าฮินดู ทรงสอดแทรกความรู้เหล่านี้ในวรรณคดีนิพนธ์หลายๆเรื่องและทรงยกย่องพระพิฆเนศเป็นเทพแห่งศิลปวิทยาการและเทพผู้ขจัดอุปสรรคทั้งปวง เช่น ในบทละครเรื่องสามัคคีเสวก ตอนกรีนิรมิตร (พระคเณศเสียงา) และลิลิตนารายณ์สิบปาง และทรงโปรดเกล้า๚ ให้ใช้รูปพระพิฆเนศเป็นดวงตราของวรรณคดีสโมสร และใช้สืบต่อมาจนกลายเป็นตราสัญลักษณ์ของกรมศิลปากรจนถึงปัจจุบัน ในตราสัญลักษณ์จะมีลูกแก้ว 7 ลูกล้อมรอบพระพิฆเนศซึ่งลูกแก้วเป็นสัญลักษณ์แทนศาสตร์ต่างๆ ได้แก่ ช่างปั้น, จิตรกรรม, ดุริยางคศิลป์, นาฏศิลป์, วาทศิลป์, สถาปัตยกรรมและอักษรศาสตร์

นอกจากศาสตร์ทั้ง 7 ที่ปรากฏในตราประจำกรมศิลปากรแล้ว พระพิฆเนศยังได้รับการยกย่องในฐานะบรมครูช้าง ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในวิชาคชศาสตร์ ดังนั้นกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับศาตร์นี้ จึงมักเริ่มต้นด้วยการบูชาพระพิฆเนศก่อนเสมอ

วันจันทร์ที่ 27 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เทศกาลคเณศ-จตุรถีหรือโชตี

เทศกาลพิเศษ




วันแรม 4 ค่ำเดือน 10 (ตามจันทรคติคือเดือนสิงหาคมและกันยายน) ถือเป็นวันประสูติของพระพิฆเนศและเป็นเทศกาลคเณศ-จตุรถีหรือโชตี มักจะมีการนำรูปสักการะของพระพิฆเนศมาบูชา และมีการตระเตรียมงานก่อน 21 วันโดยจะต้องใช้ใบไม้และดอกไม้ต่างๆ 21 ชนิด และบูชาเรียงลำดับไปตลอด 21 วัน ด้วยเหตุของการบูชาด้วยใบไม้นี้เองพิธีการบูชาพระพิฆเนศในเทศกาลนี้จึงเรียกอีกชื่อว่า เอกวีสติ ปัตรบูชา ที่แปลว่าการบูชาด้วยใบไม้ 21 ชนิด

สำหรับการบูชาในเทศกาลคเณศ-จตุรถีนี้ ผู้บูชาจะนำรูปปั้นสักการะของพระคเณศประดิษฐานไว้หน้าบ้านหรือกลางบ้านชโลมด้วยมูลวัวแล้วโปรยทรายอ่อนให้ทั่วองค์ ปิดทับด้วยใบไม้ โรยเมล็ดข้าวอีกชั้นแล้วห่มผ้าผูกด้วยสิ่งศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นถวายดอกไม้ ขนมต้ม มะพร้าวอ่อน กล้วย อ้อย และท่องพระนามทั้ง 108 ของพระองค์และบูชาด้วยใบไม้ ดอกไม้ไปตลอดทั้ง 21 วัน

ใบไม้และดอกไม้ที่นำมาบูชาพระพิฆเนศมีดังต่อไปนี้

ใบมาจี (Machi or Macikkai) หรือใบมาจีบัตร มีชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Imprerata Cylindrica ตรงกับต้นหญ้าคาของไทยพร้อมกับคำบูชาว่า"สุขุมาย นมะ มาจีปตรํ ปูชยามิ " ภาพแรกอ้างอิงมาจาก HinduPad ซึ่งหน้าตาจะแตกต่างจากการตีความของไทย

https://www.facebook.com/media/set/?set=a.500059130005943.123937.139371209408072&type=3


ใบพฤหตี (Brihati or chitti mulaga) ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Carissa Carandas ตรงกับชื่อภาษาไทยว่า หนามแดง มะนาวไม่รู้โห่ หนามขี้แฮด หนามพรหม มีคำกล่าวบูชาว่า "คณาธิปาย นมะ พฤหตีปตรํ ปูชยามิ" 


ใบพิลว (Bilva or Maredu) คือใบมะตูม มีคํากล่าวบูชาว่า "อุมาปุตราย นมะ พิลวตรํ ปูชยามิ "


ใบทูรวา (Durva Grass) ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Cynodon Daetylon คือหญ้าแพรก คำกล่าวบูชาว่า "คชานนาย นมะ ทูรวายุคมํ ปูชยามิ"



ใบทุตูระ (Datura) ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Stramonium คือต้นลำโพง หรือ ชุมเห็ดเทศ ใช้แก้พิษแมลงกัดต่อยได้ดี คำกล่าวบูชาว่า "หรสูนเว นมะ ทุตตูรปตรํ ปูชยามิ "


ใบพทรี (Badari) คือใบพุทรา มีคำกล่าวบูชาว่า "ลบโพทราย นมะ พทรีปตรํ ปูชยามิ"


ใบอปามารค (Apa Marga) ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Achyrantus Aspera คือต้นพันธุ์งู ใช้รักษาพิษจากสัตว์กัดต่อย โดยใช้ใบมาคั้นน้ำ มีคำกล่าวบูชาว่า "คุหาครูชาย นมะ อปามารคปตรํ ปูชยามิ"


ใบตุลสี (Tulsi) คือใบกะเพรา มีคำกล่าวบูชาว่า "คชกรณาย นมะ ตุลสีปตรํ ปูชยามิ" แต่ก็มีบางตำราที่ว่าไม่ควรนำใบกะเพรามาบูชาเนื่องจากมีตำนานหนึ่งเล่าว่าขณะที่พระคเณศกำลังเดินทางอยู่บริเวณแม่น้ำคงคา มีเจ้าหญิงพระนามว่าธรรมวาจา (Dharmadwaja) เกิดทอดพระเนตรเห็นและหลงรักพระคเณศเข้า แต่พระคเณศปฏิเสธ นางจึงสาบพระพิฆเนศให้ไร้คู่ พระพิฆเนศจึงสาบนางกลับให้นางเป็นปีศาจชั่วกัปชั่วกัลย์ เมื่อได้ยินคำสาปของพระคเณศนางเกิดหวาดกลัวและร้องขอพระคเณศให้ถอนคำสาป พระคเณศจึงแก้คำสาปให้เบาลง ให้นางเป็นปีศาจเพียงชั่วเวลานึงเท่านั้นแล้วให้นางไปเกิดใหม่เป็นใบตุลสี นี่จึงเป็นสาเหตุที่ว่าทำไมพระคเณศจึงไม่ชอบใบไม้ชนิดนี้


ใบจูตะ (Choota or Mango leaves) หรือใบมะม่วง มีคำกล่าวบูชาว่า "เอกทนตาย นมะ จูตปตรํ ปูชยามิ"


ใบกรวีระ (Karaveera) ชื่อทางพฤกษศาสตร์ว่า Thevetia Nerifolium คือต้นรำเพย หรือ ยี่โถฝรั่ง มีคำกล่าวบูชาว่า "วิกฏาย นมะ กรวีรปตรํ ปูชยามิ"


ใบวิษณุกรานตะ (Vishnu Kranta) ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Evolvulus Alisnoides มีคำกล่าวบูชาว่า "ภินนทนตาย นมะ วิษณุกรานตปตรํ ปูชยามิ "


ใบทาฑิมิ (Daadimi or Pomegranate) คือใบทับทิม มีคำกล่าวบูชาว่า "วฏเว นมะ ทาฑิมีปตรํ ปูชยามิ"


ใบเทวมารุ (Devadaru) ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Cedrus Deodora ใบเล็กกลมมีกลิ่นหอมป้องกันยุงและแมลงได้ดี มีคำกล่าวบูชาว่า "สรเวศวราย นมะ เทวทารุปตรํ ปูชยามิ"


ใบมรุวกะ (Maruvaka) หรือ มทนา ชื่อทางพฤกษาศาสตร์ว่า Origanum Vulgra กล่าวคำบูชาว่า "ผาล จนทราย นมะ มรุวกปตรํ ปูชยามิ"


ใบสินธุวาร (Sidhuvara) คือใบคนทีเขมา มีคำกล่าวบูชาว่า "เหรมทาย นมะ สินธุวารปตรํ ปูชยามิ"


ใบชาชี (Jaaji) คือใบจันทร์เทศ มีคำกล่าวบูชาว่า "ศุรุกรุณาย นมะ ชาชีปตรํ ปูชยามิ"


ใบคัณฑาลิ (Gandaki or Gandalee) มีดอกสีขาว มีคำกล่าวบูชาว่า "สุราครชาย นมะ คณฑาลิปตรํ ปูชยามิ" เป็นพืชสมุนไพรชนิดหนึ่ง พบมากทางใต้ของอินเดีย เติบโตได้ดีในที่แล้งจัด


ใบสมี (Shamee) มีคำกล่าวบูชาว่า "อภิวกตราย นมะ สมีปตรํ ปูชยามิ" เป็นพืชที่มีหนามแหลมและมักใช้เป็นสิ่งทดแทนการบูชาด้วยดอกไม้ในยามที่ดอกไม้ขาดแคลน


ใบอัศวัตถา หรือ อัสสัตถ คือไม้โพธิ์  มีคำกล่าวบูชาว่า "วินายกาย นมะ อศวตปตรํ ปูชยามิ"



ใบอรชุน ตรงกับไม้ไทยว่า ต้นสลักหลวง ต้นสลักป่า ต้นยอป่า มีคำกล่าวบูชาว่า "สุรเสวิตาย นมะ อรชุนปตรํ ปูชยามิ"


ใบอรก คือต้นรักของไทยเรา มีคำกล่าวบูชาว่า "กปิลาย นมะ อรปปตรํ ปูชยามิ"


เมื่อครบ 21 วันแล้วก็ทำพิธีแห่รูปสักการะนั้นไปยังสระน้ำหรือแม่น้ำ ถ่วงไว้ในน้ำ อันหมายถึงเป็นการส่งเสด็จท่านไปยังไกรลาสและเชื่อว่าผ้บูชาจะได้รับพรแห่งความสำเร็จทุกอย่าง

วันจันทร์ที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พาหนะของพระพิฆเนศ


  1. หนู เป็นพาหนะของพระพิฆเนสที่มีตำนานกล่าวถึงมากที่สุด และปรากฏในหลายปาง นัยเกี่ยวกับหนูในฐานะพาหนะของพระพิฆเนศคือความมืด อุปสรรค และความสมดุลแห่งจักรวาล 
    • โดยนัยยะแรกหนูเป็นสัตวืที่กัดแทะ และสามารถทำลายอุปสรรคได้ เมื่อพระพิฆเนศประทับบนหนูเป็นสัญลักษณ์ของการข้ามพ้นอุปสรรค
    • นัยยะที่สองหนูเปรียบเหมือนความมืดและกิเลส พระคเณศเปรียบเสมิอนแสงสว่าง ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่คู่กันของจักรวาล
    • นัยยะที่สามหนูมีขนาดเล็ก แต่พระพิฆเนศมีขนาดใหญ่โต จึงเปรียบเสมือนความสมดุลแห่งจักรวาลที่ต้องมีสิ่งคู่กันเสมอ
  2. สิงห์ พบในปางเหรัมภะและปางสิงหะ ในปางเหรัมภะพระคเณศปางนี้มีห้าเศียร ประทับบนหลังสิงห์ เป็นสัญลักษณ์ที่บรรดากษัตริย์ในสมัยโบราณนิยมบูชากัน บางครั้งจะทรงประทับบนดอกบัวแดง ในปางสิงหะ พระคเณศมีวรกายสีม่วงหรือขาวเงิน ประทับบนหลังราชสีห์ เป็นปางแห่งการมีกิจกรรมใหญ่และปกครองบริวาร มีทรัพย์มาก มี 8 พระกร นอกจากนี้ยังปรากฏในตำนานของพระวักระตุณฑะเพื่อทำลายปีศาจมัตสระ
  3. นกยูง พบในปางวิกฏะเพื่อทำลายอสูรกามา (อสูรแห่งตัณหา)
  4. เศษนาค พบในปางพระวิฆนราชเพื่อปราบมันตาสุระ
  5. ม้า 
  6. หงส์
  7. ตัววิจารี